การเลือกบริษัทรับทำลายสินค้าหมดอายุควรพิจารณามากกว่าค่าขนส่งและค่าทำลาย เพราะองค์กรต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าสินค้ารายการใดถูกนำออกจากคลัง ส่งไปที่ใด ทำลายด้วยวิธีใด และไม่ถูกนำกลับเข้าสู่ตลาดอีก
ผู้ให้บริการที่เหมาะสมจึงต้องช่วยเชื่อมโยงข้อมูลตั้งแต่รายการสินค้า การส่งมอบ การขนส่ง กระบวนการทำลาย ไปจนถึงหลักฐานปลายทาง โดยเฉพาะงานที่ต้องรองรับการตัดสต็อก การตรวจ Audit การควบคุมแบรนด์ หรือข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อม
ทำไมการทำลายสินค้าหมดอายุต้องตรวจสอบย้อนหลังได้
การทำลายสินค้าที่ตรวจสอบย้อนหลังได้ คือการพิสูจน์ความต่อเนื่องของสินค้าแต่ละล็อตตั้งแต่ออกจากความควบคุมของเจ้าของสินค้า จนได้รับการทำลายและจัดการเศษตกค้างเสร็จสิ้น
หากมีเพียงใบรับรองที่ระบุน้ำหนักรวม แต่ไม่มีรายการสินค้า เลข Lot หลักฐานรับมอบ หรือข้อมูลสถานที่ทำลาย องค์กรอาจไม่สามารถยืนยันได้ว่าสินค้าที่อนุมัติให้ตัดออกจากระบบเป็นสินค้าชุดเดียวกับที่ถูกทำลายจริง
สำหรับสิ่งปฏิกูลหรือวัสดุที่ไม่ใช้แล้วจากโรงงาน กรมโรงงานอุตสาหกรรมอธิบายว่า ความรับผิดของผู้ก่อกำเนิดดำเนินต่อไปจนกว่าของเสียจะได้รับการจัดการแล้วเสร็จ ไม่ได้สิ้นสุดทันทีเมื่อส่งของให้ผู้รับดำเนินการ ดังนั้น การรู้ปลายทางและสถานะการจัดการจึงเป็นเรื่องสำคัญ ไม่ใช่เพียงเอกสารประกอบเพิ่มเติม สามารถศึกษาหลักการได้จาก ข้อมูลการจัดการสิ่งปฏิกูลหรือวัสดุที่ไม่ใช้แล้วของกรมโรงงานอุตสาหกรรม
การส่งสินค้าหมดอายุออกจากคลังไม่เท่ากับการทำลายเสร็จสิ้น หากยังพิสูจน์ไม่ได้ว่าสินค้าไปถึงสถานที่ใดและถูกทำให้ไม่สามารถนำกลับมาใช้หรือขายได้
สินค้าหมดอายุแบบใดควรใช้บริการทำลายโดยผู้เชี่ยวชาญ
สินค้าเกือบทุกประเภทที่มีความเสี่ยงต่อผู้บริโภค แบรนด์ หรือสิ่งแวดล้อมควรผ่านกระบวนการควบคุมและมีหลักฐาน โดยเฉพาะสินค้าต่อไปนี้
-
- อาหาร เครื่องดื่ม วัตถุดิบ และผลิตภัณฑ์ที่เสื่อมสภาพ
- เครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์ดูแลส่วนบุคคล
- ยา เวชภัณฑ์ และผลิตภัณฑ์สุขภาพ
- สารเคมี น้ำยา สี กาว และตัวทำละลาย
- สินค้าที่ถูกเรียกคืนจากตลาด
- สินค้ามีตำหนิหรือผิดข้อกำหนดด้านคุณภาพ
- สินค้าปลอม สินค้าละเมิดเครื่องหมายการค้า หรือบรรจุภัณฑ์ที่มีตราสินค้า
- วัตถุดิบคงคลังที่ไม่สามารถนำกลับเข้าสู่การผลิต
- สินค้าทดลอง ตัวอย่างสินค้า และสินค้าที่เลิกจำหน่าย
- บรรจุภัณฑ์หรือภาชนะที่มีสารตกค้าง
สินค้าบางประเภทอาจไม่ใช่ของเสียอันตรายด้วยตัวสินค้า แต่เมื่อมีสารตกค้าง บรรจุภัณฑ์ปนเปื้อน หรือส่วนประกอบหลายชนิด วิธีจัดการอาจแตกต่างกัน จึงควรจำแนกองค์ประกอบก่อนเลือกปลายทาง
วิธีเลือกบริษัทรับทำลายสินค้าหมดอายุ
ควรเลือกผู้ให้บริการที่อธิบายเส้นทางงานได้ตั้งแต่ต้นจนจบ ระบุผู้รับผิดชอบแต่ละขั้นตอน และแสดงหลักฐานว่าปลายทางสามารถรับสินค้าหรือของเสียประเภทนั้นได้จริง
1. ตรวจสอบประเภทสินค้าและข้อกำหนดก่อนเสนอราคา
ผู้ให้บริการควรขอข้อมูลอย่างน้อย ได้แก่
-
- ชื่อและประเภทสินค้า
- ส่วนประกอบหรือเอกสารข้อมูลความปลอดภัย หากเป็นสารเคมี
- ลักษณะทางกายภาพ เช่น ของแข็ง ของเหลว ผง หรือกากตะกอน
- ประเภทบรรจุภัณฑ์
- จำนวนหน่วยและน้ำหนักโดยประมาณ
- เหตุผลที่ต้องทำลาย
- สถานที่จัดเก็บ
- ข้อกำหนดด้านความลับและการทำลายเครื่องหมายการค้า
- เอกสารที่องค์กรต้องใช้หลังดำเนินงาน
หากเสนอวิธีและราคาโดยไม่สอบถามชนิดสินค้า องค์ประกอบ หรือบรรจุภัณฑ์ อาจเกิดความคลาดเคลื่อนด้านวิธีจัดการ ค่าใช้จ่าย และปลายทางภายหลังได้
2. ตรวจสอบสถานที่และขอบเขตการรับดำเนินการ
ควรขอข้อมูลสถานที่ทำลายจริง ไม่ใช่ตรวจสอบเฉพาะที่อยู่สำนักงานใหญ่ พร้อมพิจารณาว่า
-
- สถานที่ปลายทางรับสินค้าหรือของเสียประเภทนั้นได้หรือไม่
- วิธีดำเนินการอยู่ในขอบเขตของสถานที่หรือไม่
- มีการส่งต่อไปยังผู้รับดำเนินการรายอื่นหรือไม่
- ใครเป็นผู้ทำลายสินค้าและใครจัดการเศษตกค้าง
- เอกสารจากปลายทางจะออกในชื่อหน่วยงานใด
หากเป็นกากหรือวัสดุที่ไม่ใช้แล้วจากโรงงาน ควรตรวจสอบระบบและบริการที่เกี่ยวข้องผ่าน หน้าบริการด้านโรงงานอุตสาหกรรมของกรมโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งรวบรวมช่องทางระบบบริหารจัดการกากและงานอนุญาตที่เกี่ยวข้อง
3. วิธีทำลายต้องป้องกันการนำสินค้ากลับไปขาย
คำว่า “ทำลาย” ควรถูกกำหนดให้ชัดเจนว่า หลังดำเนินการแล้วสินค้าต้องไม่สามารถกลับไปจำหน่ายหรือใช้งานตามวัตถุประสงค์เดิมได้
ตัวอย่างข้อกำหนดที่องค์กรอาจพิจารณา ได้แก่
-
- ทำลายรูปลักษณ์สินค้า
- ทำลายฉลาก บาร์โค้ด และเครื่องหมายการค้า
- ทำให้สินค้าเสียสภาพ
- แยกของเหลวออกจากบรรจุภัณฑ์
- บด ย่อย ฉีก ตัด หรืออัดตามความเหมาะสม
- ส่งต่อวัสดุแต่ละประเภทไปยังปลายทางที่กำหนด
- ควบคุมเศษซากไม่ให้ถูกนำกลับมาประกอบเป็นสินค้าเดิม
ไม่ควรกำหนดวิธีใดวิธีหนึ่งให้กับสินค้าทุกประเภท เพราะสินค้า องค์ประกอบ ความอันตราย และข้อกำหนดของปลายทางแตกต่างกัน
4. ต้องเปิดเผยผู้รับช่วงและปลายทางจริง
หากผู้ให้บริการไม่ได้ดำเนินการทุกขั้นตอนเอง ควรเปิดเผยอย่างน้อยว่าใครเป็นผู้ขนส่ง ใครเป็นผู้คัดแยก ใครเป็นผู้ทำลาย และเศษตกค้างถูกส่งไปที่ใด
สัญญาควรกำหนดด้วยว่า ผู้ให้บริการจะเปลี่ยนผู้รับช่วงหรือปลายทางได้หรือไม่ และต้องได้รับอนุมัติจากเจ้าของสินค้าก่อนหรือไม่
5. ต้องมีระบบควบคุมการส่งมอบ
จุดเสี่ยงไม่ได้อยู่เฉพาะภายในสถานที่ทำลาย แต่รวมถึงช่วงยกสินค้าจากคลัง การพักสินค้า การเปลี่ยนรถ และการส่งต่อระหว่างผู้รับช่วง
ข้อมูลที่ควรบันทึก เช่น
-
- วันและเวลารับมอบ
- ทะเบียนรถและชื่อผู้ขับ
- จำนวนพาเลต ถัง กล่อง หรือภาชนะ
- น้ำหนักต้นทาง
- หมายเลขซีล หากมี
- ผู้ส่งมอบและผู้รับมอบ
- ภาพถ่ายก่อนขึ้นรถและหลังปิดรถ
- เวลาเข้าสถานที่ปลายทาง
- น้ำหนักเมื่อถึงปลายทาง
6. ปริมาณก่อนและหลังทำลายต้องกระทบยอดได้
จำนวนในบัญชีสินค้า รายการส่งมอบ ใบชั่ง และรายงานการทำลายอาจใช้คนละหน่วย เช่น ชิ้น กล่อง พาเลต และกิโลกรัม จึงควรกำหนดวิธีแปลงและกระทบยอดไว้ล่วงหน้า
หากน้ำหนักต้นทางและปลายทางแตกต่างกัน ควรมีคำอธิบาย เช่น น้ำหนักพาเลต ภาชนะ ความชื้น หรือการแยกวัสดุ ไม่ควรปล่อยให้ตัวเลขต่างกันโดยไม่มีบันทึกชี้แจง
7. ขอบเขตเอกสารต้องเขียนในใบเสนอราคาหรือสัญญา
คำว่า “มีใบรับรอง” อาจหมายถึงเอกสารที่มีรายละเอียดต่างกันมาก ก่อนสั่งงานจึงควรระบุว่าเอกสารต้องแสดงข้อมูลใด ใครเป็นผู้ออก และจะได้รับภายในขั้นตอนใด
ต้องขอหลักฐานการทำลายสินค้าประเภทใดบ้าง
สำหรับสินค้าหมดอายุจำนวนมาก ควรจัดทำหลักฐานเป็นชุดเอกสารของแต่ละงาน โดยใช้เลขที่งานหรือเลขอ้างอิงเดียวกันตลอดกระบวนการ
1. เอกสารระบุรายการสินค้าที่อนุมัติให้ทำลาย
ควรประกอบด้วย
-
- หนังสือหรือบันทึกอนุมัติการทำลาย
- รายการสินค้า SKU หรือรหัสสินค้า
- ชื่อสินค้าและรายละเอียดบรรจุภัณฑ์
- Lot Number หรือ Batch Number
- วันผลิตและวันหมดอายุ หากมี
- จำนวนหน่วยและมูลค่าตามบัญชี
- เหตุผลที่ทำลาย
- รายชื่อผู้มีอำนาจอนุมัติ
รายการนี้เป็นเอกสารต้นทางสำหรับเปรียบเทียบกับสินค้าที่ส่งมอบจริง
2. หลักฐานการส่งมอบและการขนส่ง
ควรขอเอกสารตามความเหมาะสม ได้แก่
-
- ใบส่งมอบสินค้า
- ใบรับสินค้าออกจากคลัง
- รายการตรวจนับก่อนขึ้นรถ
- ใบชั่งน้ำหนักต้นทาง
- เอกสารระบุรถ ผู้ขับ และวันเวลารับสินค้า
- ภาพถ่ายสินค้า ภาชนะ และทะเบียนรถ
- หมายเลขซีลหรือหลักฐานการควบคุมรถ
- เอกสาร Manifest ในกรณีที่อยู่ภายใต้ข้อกำหนด
- ใบชั่งหรือใบรับเข้าจากสถานที่ปลายทาง
3. หลักฐานจากสถานที่ทำลาย
หลักฐานควรแสดงให้เห็นว่าสินค้าเดินทางถึงปลายทางและผ่านวิธีที่ตกลงกัน เช่น
-
- ใบรับเข้าจากสถานที่ทำลาย
- บันทึกวันและเวลาที่เริ่มดำเนินการ
- ภาพถ่ายก่อน ระหว่าง และหลังทำลาย
- วิดีโอการทำลาย หากเป็นสินค้ามูลค่าสูงหรือมีความเสี่ยงต่อแบรนด์
- รายงานวิธีทำลาย
- รายชื่อผู้ร่วมสังเกตการณ์
- ลายมือชื่อพยาน
- รายงานน้ำหนักหรือปริมาณที่ทำลายจริง
- รายงานความแตกต่างระหว่างจำนวนที่อนุมัติกับจำนวนที่ทำลาย
4. ใบรับรองและรายงานสรุปการทำลาย
ใบรับรองการทำลายหรือ Certificate of Destruction ควรระบุอย่างน้อย
-
- ชื่อเจ้าของสินค้า
- เลขที่งาน
- สถานที่รับสินค้า
- สถานที่ทำลาย
- วันที่รับและวันที่ทำลาย
- ประเภทสินค้า
- จำนวนหรือน้ำหนัก
- วิธีทำลาย
- เลขอ้างอิงเอกสารขนส่งหรือ Manifest
- ชื่อและลายมือชื่อผู้รับรอง
- ภาคผนวกรายการสินค้า หากมีหลาย SKU หรือหลาย Lot
องค์กรควรขอหลักฐานการจัดการเศษตกค้างเพิ่มเติม หากกระบวนการทำลายยังทำให้เกิดบรรจุภัณฑ์ เศษวัสดุ ของเหลว หรือเถ้าที่ต้องส่งต่อไปจัดการ
ใบรับรองการทำลายสินค้าเพียงฉบับเดียวเพียงพอหรือไม่
โดยทั่วไปไม่ควรใช้ใบรับรองการทำลายเพียงฉบับเดียว หากเอกสารนั้นไม่สามารถเชื่อมกลับไปยังรายการสินค้า การขนส่ง วิธีทำลาย และสถานที่ปลายทางได้
ใบรับรองทำหน้าที่สรุปผล แต่ไม่ได้ทดแทนเอกสารต้นทางทั้งหมด องค์กรควรตรวจสอบว่าเลขที่งานและข้อมูลในใบรับรองตรงกับเอกสารต่อไปนี้หรือไม่
-
- รายการสินค้าที่ได้รับอนุมัติให้ทำลาย
- ใบส่งมอบและการตรวจนับ
- ใบชั่งต้นทางและปลายทาง
- เอกสารการขนส่งหรือ Manifest
- ภาพถ่ายหรือบันทึกการทำลาย
- รายงานพยาน
- หลักฐานการจัดการเศษตกค้าง
กระบวนการทำลายสินค้าที่ตรวจสอบย้อนหลังได้ควรเป็นอย่างไร
กระบวนการที่เหมาะสมควรแบ่งเป็น 7 ขั้นตอน
-
- จำแนกสินค้า: ตรวจชนิด ส่วนประกอบ บรรจุภัณฑ์ และข้อกำหนดเฉพาะ
- จัดทำบัญชีรายการ: ระบุ SKU, Lot, จำนวน น้ำหนัก และเหตุผลที่ทำลาย
- อนุมัติภายใน: ให้ผู้มีอำนาจและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับรองรายการ
- วางแผนขนส่ง: ระบุผู้รับผิดชอบ รถ ภาชนะ เอกสาร และปลายทาง
- ตรวจรับที่ปลายทาง: ตรวจจำนวน น้ำหนัก สภาพซีล และข้อมูลการส่งมอบ
- ทำลายและจัดการเศษตกค้าง: ดำเนินการตามวิธีที่อนุมัติ พร้อมบันทึกหลักฐาน
- ปิดงานและกระทบยอด: เปรียบเทียบข้อมูลทุกชุดก่อนออกใบรับรองและจัดเก็บแฟ้มงาน
ควรกำหนดรหัสงานเดียวกันในเอกสารทุกฉบับ เพื่อให้ค้นหาและตรวจสอบย้อนหลังได้โดยไม่ต้องอาศัยความทรงจำของผู้ประสานงาน
วิธีทำลายสินค้าหมดอายุแต่ละประเภทต่างกันอย่างไร
วิธีทำลายต้องพิจารณาจากองค์ประกอบ ความเสี่ยง และปลายทางที่ได้รับอนุญาต ไม่ควรเลือกจากต้นทุนเพียงอย่างเดียว
| ประเภทสินค้า | ประเด็นที่ต้องประเมิน |
|---|---|
| อาหารและเครื่องดื่ม | การแยกเนื้อสินค้าออกจากบรรจุภัณฑ์ กลิ่น น้ำเสีย และความเสี่ยงต่อการนำกลับไปบริโภค |
| เครื่องสำอาง | ส่วนประกอบทางเคมี ภาชนะปนเปื้อน และการทำลายเครื่องหมายการค้า |
| สารเคมี | เอกสารข้อมูลความปลอดภัย ความเข้ากันได้ของสาร ภาชนะ และข้อกำหนดด้านการขนส่ง |
| สินค้าบรรจุกระป๋องหรือขวด | วิธีเปิด แยก บด หรือทำให้เสียสภาพ รวมถึงการจัดการของเหลว |
| สินค้ามีตราสินค้า | การทำลายฉลาก บรรจุภัณฑ์ บาร์โค้ด และรูปลักษณ์สินค้า |
| อุปกรณ์ไฟฟ้า | แบตเตอรี่ แผงวงจร โลหะ และชิ้นส่วนที่ต้องแยกจัดการ |
| ยาและผลิตภัณฑ์ควบคุม | การอนุมัติ พยาน และวิธีทำลายตามหน่วยงานที่กำกับดูแล |
สำหรับวัตถุออกฤทธิ์หรือยาเสพติดที่ใช้ในสถานพยาบาล สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยากำหนดให้แจ้งข้อมูลชนิด Lot วันผลิต วันหมดอายุ ปริมาณ วัน เวลา และสถานที่ พร้อมมีเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องร่วมเป็นพยาน บันทึกการทำลาย และถ่ายภาพหลักฐาน จึงควรตรวจสอบข้อกำหนดเฉพาะของผลิตภัณฑ์ก่อนว่าจ้างเสมอ สามารถดูรายละเอียดจาก ขั้นตอนการทำลายวัตถุออกฤทธิ์หรือยาเสพติดที่หมดอายุของ อย.
การทำลายสินค้าเพื่อตัดสต็อกต้องเตรียมอะไรเพิ่ม
หากต้องใช้การทำลายสินค้าเป็นหลักฐานทางบัญชีหรือภาษี ควรให้ฝ่ายบัญชีและผู้สอบบัญชีตรวจสอบแผนงานก่อนวันทำลาย ไม่ควรรอรวบรวมเอกสารย้อนหลังหลังดำเนินการเสร็จ
แนวปฏิบัติของกรมสรรพากรระบุถึงการตรวจสอบสภาพสินค้า การอนุมัติโดยผู้มีอำนาจ การมีผู้เกี่ยวข้องจากฝ่ายคลังสินค้า บัญชี ฝ่ายขายหรือฝ่ายตรวจสอบร่วมเป็นพยาน และการเชิญผู้สอบบัญชี สำหรับสินค้าที่สามารถเก็บรอทำลายได้ยังมีประเด็นเรื่องการแจ้งสรรพากรพื้นที่ล่วงหน้า 30 วันตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ด้วย ควรตรวจรายละเอียดจาก คำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.79/2541 และส่วนแก้ไขเพิ่มเติม รวมถึงปรึกษาผู้สอบบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีตามข้อเท็จจริงของแต่ละกิจการ
เอกสารภายในที่ควรเตรียม ได้แก่
-
- ระเบียบหรือเงื่อนไขการพิจารณาว่าสินค้าเสียหายหรือหมดอายุ
- รายงานตรวจนับสินค้า
- เอกสารอนุมัติจากผู้มีอำนาจ
- มูลค่าสินค้าตามบัญชี
- รายชื่อคณะกรรมการหรือพยาน
- รายงานวันและวิธีทำลาย
- ลายมือชื่อผู้เข้าร่วม
- หลักฐานจากผู้รับทำลาย
- รายงานกระทบยอดจำนวนจริง
- เอกสารรับรองจากผู้สอบบัญชี เมื่อเกี่ยวข้อง
บริการรับทำลายสินค้าหมดอายุจาก En-Technology
En-Technology Consultant ให้บริการบริหารจัดการของเสียและสินค้าหมดอายุสำหรับโรงงานและองค์กร โดยช่วยประเมินตั้งแต่ประเภทสินค้า เอกสาร ภาชนะ การขนส่ง วิธีจัดการ ไปจนถึงการรวบรวมหลักฐานหลังดำเนินงาน
แนวทางนี้ช่วยลดภาระที่องค์กรต้องประสานผู้ขนส่ง ผู้รับทำลาย และผู้จัดการเศษตกค้างแยกกันหลายราย พร้อมช่วยวางระบบเอกสารให้เหมาะกับการตรวจสอบย้อนหลัง
องค์กรที่มีสินค้าหมดอายุ สินค้าเสื่อมสภาพ สินค้าถูกเรียกคืน หรือบรรจุภัณฑ์ปนเปื้อน สามารถส่งรายละเอียดเบื้องต้นเพื่อให้ทีมงานประเมินวิธีดำเนินการผ่าน En-Technology Consultant ผู้ให้บริการจัดการกากและของเสียอุตสาหกรรม
FAQ
อย่างน้อยควรมีใบรับมอบ ใบชั่งหรือข้อมูลปริมาณ เอกสารขนส่ง หลักฐานจากปลายทาง ภาพถ่ายหรือรายงานการทำลาย และใบรับรองการทำลาย หากเกิดเศษตกค้างหลังทำลาย ควรมีข้อมูลการจัดการเศษส่วนนั้นด้วย
หากองค์กรควบคุมสินค้าด้วย Lot หรือ Batch ก็ควรระบุในใบรับรองหรือภาคผนวก เพื่อให้เชื่อมโยงกลับไปยังรายการตัดสต็อกและสินค้าต้นทางได้โดยตรง
ต้องประเมินก่อนว่าสินค้าหรือส่วนประกอบใดสามารถนำกลับมาใช้ประโยชน์ได้ และส่วนใดต้องทำลาย หากมีตราสินค้า สารเคมี หรือความเสี่ยงต่อผู้บริโภค ไม่ควรส่งมอบโดยไม่มีเงื่อนไขการทำลายและหลักฐานปลายทาง
ขึ้นอยู่กับนโยบายบัญชี ลักษณะสินค้า และหลักฐานของกิจการ ควรให้ฝ่ายบัญชีและผู้สอบบัญชีตรวจสอบขั้นตอนก่อนทำลาย โดยเฉพาะเรื่องการอนุมัติ พยาน และการแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
สามารถวางแผนเป็นโครงการเดียวกันได้ แต่สินค้าบางประเภทอาจต้องแยกภาชนะ แยกเที่ยวขนส่ง หรือส่งไปคนละปลายทาง จึงควรส่งรายการสินค้าและส่วนประกอบให้ผู้ให้บริการประเมินก่อน









