สั่งปิดโรงงานอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรมและกรมโรงงานอุตสาหกรรมได้ทำการตรวจสอบเชิงรุก จากข้อมูลในปี 2569 (พ.ศ. 2569) ได้มีการนำระบบเทคโนโลยีและฐานข้อมูล (Data-driven) มาใช้ชี้เป้าโรงงานที่มีความเสี่ยง จากข้อมูลพบว่า
สถิติภาพรวมการตรวจสอบและสั่งปิดโรงงานอุตสาหกรรม
-
- ตรวจพบโรงงานกระทำความผิดกฎหมาย 767 รายทั่วประเทศ
- โดนคำสั่งหยุด/ปิดประกอบกิจการทันที 131 ราย (เน้นกลุ่มที่ปล่อยมลพิษเกินมาตรฐาน และจัดการกากอุตสาหกรรมหรือขยะอันตรายไม่ถูกต้องตามกฎหมาย)
- ดำเนินคดีทางกฎหมาย กว่า 391 ราย
เคสตัวอย่างการ สั่งปิดโรงงานอุตสาหกรรม
ภาพ: ผู้จัดการออนไลน์ (MGR ONLINE)
วิกฤตขยะพิษและโรงงานรีไซเคิล จ.ปราจีนบุรี กระทรวงอุตสาหกรรมได้ใช้มาตรการเด็ดขาด (อาศัยอำนาจตามมาตรา 39 แห่ง พ.ร.บ.โรงงาน) สั่งปิดและระงับกิจการโรงงานรีไซเคิลขยะอิเล็กทรอนิกส์และกำจัดกากอุตสาหกรรมหลายแห่งที่ฝ่าฝืนคำสั่ง
ลักลอบทิ้งกากพิษจนสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม (เช่น ปัญหาน้ำเสียและสารเคมีปนเปื้อนในพื้นที่) โดยมีคำสั่งปิดไปแล้วหลายแห่งและเตรียมลุยยึดทรัพย์ผู้กระทำผิดเพิ่มเติม
อ่านเพิ่มเติมได้ที่: NationTv
อัพเดท บทลงโทษ มาตรการทางกฎหมายที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน
ปัจจุบันภาครัฐใช้อำนาจตาม พระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2532 (และที่แก้ไขเพิ่มเติม) ร่วมกับ พระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ. 2535 ในการลงโทษผู้กระทำผิด
การฝ่าฝืนไม่จัดการกากอุตสาหกรรมตามเกณฑ์
-
-
มีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ (ตาม พ.ร.บ. โรงงาน)
-
หากเกี่ยวข้องกับวัตถุอันตรายชนิดที่ 3 หรือชนิดที่ 4 จะมีโทษจำคุกสูงสุดไม่เกิน 2 ปี ถึง 10 ปี หรือปรับตั้งแต่ 200,000 บาท ถึง 1,000,000 บาท
-
มาตรการทางปกครอง (คำสั่งหยุด/ปิดโรงงาน)
-
-
มาตรา 37: สั่งให้หยุดประกอบกิจการชั่วคราวเพื่อปรับปรุงแก้ไข
-
มาตรา 39: หากโรงงานไม่ยอมแก้ไข ปล่อยมลพิษรุนแรง หรือฝ่าฝืนคำสั่งซ้ำซาก กรมโรงงานฯ จะออกคำสั่ง สั่งปิดโรงงานและเพิกถอนใบอนุญาต (ร.ง.4) ทันที
-
การฟ้องร้องทางแพ่งเพื่อเรียกค่าเสียหาย
-
- ตาม พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 (มาตรา 96 และ 97) ผู้ก่อการปนเปื้อนต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการบำบัด ฟื้นฟูธรรมชาติ และค่าเสียหายที่เกิดแก่ชุมชนทั้งหมด
ทิศทางการแก้ไขกฎหมายใหม่ของภาครัฐ
นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า เนื่องจากอัตราโทษปรับเดิมยังต่ำเกินไป ทำให้ผู้ประกอบการบางรายยอมเสี่ยงจ่ายค่าปรับเพราะคุ้มกว่าค่ากำจัดกากพิษตามระบบ กระทรวงอุตสาหกรรมจึงได้เร่งผลักดัน การแก้ไข พ.ร.บ. โรงงาน และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง โดยเน้นมาตรการเพิ่มโทษขั้นเด็ดขาด
ยกระดับโทษการปรับเป็นหลัก สิบล้านบาท (8 หลัก)
-
- ปรับเพิ่มอัตราโทษปรับทางอาญาและทางปกครองจากหลักแสนบาท เพิ่มขึ้นสูงถึง 10,000,000 บาทขึ้นไป เพื่อไม่ให้การลักลอบทิ้งเป็นการลดต้นทุนที่คุ้มค่าอีกต่อไป
มาตรการยึดทรัพย์และตรวจสอบเส้นทางการเงิน
-
- เพิ่มกลไกการยึดทรัพย์สินของผู้ประกอบการ เจ้าของกิจการ และขบวนการลักลอบขนย้าย โดยประสานงานร่วมกับ ปปง. (สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน) เพื่อตัดวงจรการเงินของกลุ่มนายทุนขยะพิษ
อ่านเนื้อหาเพิ่มเติมได้ที่: ผู้จัดการออนไลน์
ขยายอายุความและเพิ่มโทษจำคุก
-
- การเพิ่มอัตราโทษจำคุกให้สูงขึ้น ส่งผลให้อายุความคดีอาญายาวนานขึ้น (สูงสุดประมาณ 5 ปีขึ้นไป) ทำให้เจ้าหน้าที่และตำรวจมีระยะเวลาเพียงพอในการสืบสวนตามจับตัวผู้กระทำความผิดและผู้บงการมาลงโทษ อ่านเพิ่มเติมกรมอุตสาหกรรม
สรุปเนื้อหา
จากสถานการณ์ที่ภาครัฐยกระดับปราบปรามขยะพิษ ชี้ให้เห็นว่าโรงงานทำผิด ไม่คุ้มเสี่ยงอีกต่อไป จากรายงานการตรวจสอบและการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดปี 2569 สะท้อนแนวทางการไม่ผ่อนปรนต่อการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมและของเสียอันตราย โดยการนำเทคโนโลยีและชุดเฉพาะกิจเข้าปรายปรามอย่างจริงจังทั่วประเทศ
มาตรการภาครัฐ
-
- ตรวจจับได้ไวขึ้น
- บทลงโทษหนักขึ้นแบบทวีคูณ
- ปิดจริง ฟ้องจริง
ข้อเสนอแนะถึงผู้ประกอบการและผู้รับผิดชอบ การทำถูกต้องตั้งแต่ต้น คุ้มค่ากว่าเสี่ยง การที่คุณตัดลดต้นทุนด้วยการลักลอบทิ้งกากพิษ มันไม่ใช่ทางรอดอีกต่อไป มันคือระเบิดเวลาที่รอวันทำลายธุรกิจหรือหน้าที่การงานของคุณ
-
- เปลี่ยนกากพิษเป็นภาระที่ตรวจสอบได้ เลือกผู้รับกำจัดถูกต้องตามกฎหมาย มีระบบติดตามได้จริง
- ประเมินความเสี่ยงธุรกิจ เพราะค่ากำจัดเป็นต้นทุนที่คาดการณ์ได้ แต่ค่าปรับและผลกระทบเมื่อถูกจับ ต้องจ่ายหลักล้าน ถ้าถูกสั่งหยุดผลิตจนเสียโอกาสทางธุรกิจ ถูกยึดทรัพย์ และอาจต้องรับโทษจำคุก มันเสียหายรุนแรงกว่าจะประเมินได้
- สร้างมาตรฐาน ESG ภาพลักษณ์องค์กร การทำถูกต้อง ไม่ใช่แค่ให้ช่วยรอดพ้นคดี แต่ช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือในคู้ค้า ห่วงโซ่อุปทาน ชุมชนรอบข้างอย่างยั่งยืน
ช่องทางหลักในการแจ้งเบาะแสและร้องเรียน
ช่องทางตรงของกระทรวงอุตสาหกรรม (รวดเร็วที่สุด)
-
- สายด่วนกรมโรงงานอุตสาหกรรม: โทร. 1564
- ศูนย์รับเรื่องร้องเรียน เว็บไซต์: prtr.diw.go.th หรือระบบร้องเรียนกรมโรงงานฯ
- แอปพลิเคชัน: “I-Industry” หรือ “M-Industry” (รองรับทั้ง iOS และ Android)
- สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัด (สอจ.): สามารถติดต่อหรือเข้าแจ้งเรื่องโดยตรง ณ สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดในพื้นที่เกิดเหตุทั่วประเทศ
ข้อมูลที่ควรเตรียมไว้เมื่อแจ้งเบาะแส
-
-
พิกัด/สถานที่เกิดเหตุ ตำแหน่ง ซอย ตำบล หรือจุดสังเกตุใกล้เคียง
-
ลักษณะความผิด เช่น กลิ่นฉุนรุนแรง, มีรถบรรทุกขนถังเหล็กมาทิ้งในที่รกร้าง/โกดัง, แหล่งน้ำเปลี่ยนสีหรือมีคราบน้ำมัน
-
หลักฐานประกอบ ภาพถ่าย, คลิปวีดีโอ, หมายเลขทะเบียนรถบรรทุกที่ขนย้าย (ถ้ามี)
-
เวลาที่พบเห็น วันและเวลาช่วงที่มีการแอบนำมาทิ้ง (เช่น ช่วงกลางคืนหรือวันหยุด)
-
EN- Technology Consultants Co., Ltd. ได้รับความไว้วางใจจากทั้งภาครัฐ และภาคเอกชน ด้วยประสบการณ์ในการบริการกำจัดกากอุตสาหกรรมมากกว่า 20 ปี เรามุ่งมั่นส่งมอบคุณภาพงาน และการบริการที่ดีที่สุด เพื่อสร้างความมั่นใจ และความพึงพอใจให้กับลูกค้าทุกท่านอย่างแท้จริง
FAQ: ข้อควรรู้เกี่ยวกับการจัดการกากอุตสาหกรรมและการบังคับใช้กฎหมายใหม่
เนื่องจากปัญหาการลักลอบทิ้งขยะพิษและสารเคมีอันตรายสร้างผลกระทบรุนแรงต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของชุมชน ภาครัฐจึงปรับเปลี่ยนจากการรอรับเรื่องร้องเรียนเป็นการตรวจจับเชิงรุกด้วยเทคโนโลยี (Data-driven) ร่วมกับการนำระบบติดตามอิเล็กทรอนิกส์ (Auto-e-Manifest) มาใช้ เพื่อตัดวงจรขบวนการลักลอบทิ้งอย่างเด็ดขาดและโปร่งใส
ต้องเผชิญกับผลกระทบขั้นเด็ดขาดที่ไม่คุ้มเสี่ยงในทุกมิติ
- ทางปกครอง จะถูกสั่งหยุดประกอบกิจการชั่วคราว หรือสั่งปิดโรงงานและเพิกถอนใบอนุญาต (ร.ง. 4)
- ทางอาญาและแพ่ง ถูกดำเนินคดีรับโทษจำคุก อัตราโทษปรับใหม่สูงถึงหลัก 10 ล้านบาท ถูกฟ้องเรียกค่าเสียหายเพื่อฟื้นฟูธรรมชาติ และอาจถูก ปปง. ยึดทรัพย์สิน
- ทางธุรกิจ เสียชื่อเสียง หลุดจากห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) และสูญเสียโอกาสทางธุรกิจอย่างประเมินค่าไม่ได้
ต้องเช็คว่ามีใบอนุญาตถูกต้องตามกฎหมายเท่านั้น กำกับดูแลการขนย้ายผ่านระบบ Auto-e-Manifest และตรวจสอบเส้นทางการขนส่งด้วย GPS และขอเอกสารยืนยันการทำลาย/กำจัดกากอุตสาหกรรมเสร็จสิ้นได้ เพื่อเก็บไว้เป็นหลักฐาน
โรงงานควบคุมค่าใช้จ่ายได้อย่างแน่นอน รอดพ้นจากคดีอาญาและการถูกสั่งปิดโรงงาน ทั้งยังช่วยสร้างมาตรฐาน ESG เพิ่มความน่าเชื่อถือในสายตาคู่ค้า และเติบโตได้อย่างยั่งยืนร่วมกับชุมชน




























